Zyxel Prestige 660HW Review

วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Zyxel Prestige 660HW Series ซึ่งเป็น 802.11g Wireless ADSL2+ 4-port Gateway หรือที่บางท่านเรียกว่า All-in-One นั่นเองครับ เพราะว่ามีทั้ง ADSL Modem และ Wireless Access Point และ Router อยุ่ในตัวเดียวกันครับ

เริ่มเลยนะครับ หลังจากแกะกล่องออกมาแล้ว นี่ก็เป็นรูปทางด้านหน้าครับ

ด้านหลังจากซ้ายไปขวา ก็จะมีเสาอากาศ, สวิทซ์ปิดเปิด, ที่เสียบสาย Power, ปุ่ม Reset, พอร์ท LAN 4 พอร์ท แล้วก็ช่องเสียบสายโทรศัพท์ครับ

ด้านใต้ของตัวเครื่อง มีช่องสำหรับใช้ยึดติดกับผนังได้

หลังจากผมเสียบปลั๊กและก็ต่อสาย LAN ระหว่าง Router เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะเห็น Status ของ Local Area Connection เปลี่ยนไปเป็น Connected ครับ

ลอง Double-Click ที่ iCon ดูก็จะเห็น Local Area Connection Status ครับ

คลิกที่ Support ดูครับ เราก็จะเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้รับ IP Address = 192.168.1.33 และ Gateway ซึ่ีงก็คือ 660HW นั่นมี IP Address เป็น 192.168.1.1 ครับ

เปิด Web Browser ขึ้นมา แล้วพิมพ์ 192.168.1.1 แล้วก็ใส่ Default Username คือ admin และ Default Password คือ 1234 ครับ

หลังจากคลิก Login เข้ามาแล้วระบบก็จะถามให้เปลี่ยน Password ครับ หลังจากใส่ Password ใหม่เรียบร้อยแล้วก็คลิก Apply ครับ

ที่นี้ก็ให้ใส่ Password ใหม่ที่เราเพิ่งจะเปลี่ยนไปเมื่อกี๊ เพื่อ Login อีกทีครับ

เข้ามาแล้วครับ หน้าหลักของ Zyxel 660HW ครับ

เริ่มแรกเอาแบบสบายๆก็ Wizard Setup เลยครับ น่าจะง่ายที่สุดครับ

ในส่วนของ Connection Wizardจะมีค่าให้ตั้งอยู่แค่ 4 หัวข้อคือ Mode, Encapsulation, Multiplex และ Virtual Circuit ID ครับ

สำหรับ Mode นั้น จะมีให้เลือกระหว่าง Routing กับ Bridge ครับ ในการใช้งานเพื่อแชร์ Internet โดยทั่วไป เลือก Routing ครับ

สำหรับ Encapsulation นั้น ที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น PPPoE และ PPPoA ครับ ในที่นี่ผมใช้ True ผมก็ต้องเลือก PPPoE ครับ

ส่วน Multiplex นั้น ผมก็จะเลือกเป็น LLC เหมือนกันครับ

ส่วน Virtual Circuit ID ของ True นั้น VPI=0 และ VCI=100 ครับ

หลังจากคลิก Next ในหน้าที่แล้วก็จะเข้ามาในหน้านี้ครับ ให้ใส่ Username และ Password ที่ีได้มา แล้วก้ลงมาเลือก Network Address Translation หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า NAT ครับ โดยที่ 660HW จะมีให้เลือกอยู่ 3 โหมดคือ None, SUA Only และ Full Feature ครับ ในที่นี้ผมจะเลือก SUA Only นะครับ คำว่า SUA นี้ย่อมาจาก Single User Account ซึ่งก็คือการที่ทาง ISP แจก IP Address มาให้ Router ของเรา 1 Address ในขณะที่เครื่องทุกเครื่องภายในระบบ Network ของเรานั้นออกไป Internet ผ่านทาง IP Address อันเดียวนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นในรูปแบบของการใช้งานทั่วไป ให้เลือก SUA Only ครับ

ในส่วนของ Media Bandwidth Management นั้น ค่อนข้างจะเป็นข้อได้เปรียบของ 660HW เหมือนกันครับ เพราะว่าผมไม่คุ้นว่าเห็น Feature นี้ใน Wireless ADSL Router รุ่นอื่นครับ

คำว่า Media Bandwidth Management นั้นก็คือ คุณสามารถที่จะเลือกขนาดของ Bandwidth ให้แต่ละ Service หรือ Protocol ได้ เช่น การใช้งานภายในองค์กร ซึ่งใช้ ADSL Package 256/128Kbps และเน้นการใช้งาน E-mail เป็นหลักก็อาจจะให้ Bandwidth 180Kbps ให้กับ E-mail ในขณะที่ให้แค่ 76Kbps กับ WWW เป็นต้นครับ

ต่อไปเราจะเข้ามาดูที่ Advanced Setup กันนะครับ

เริ่มจาก Password ครับ ในหน้านี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากให้เปลี่ยน Password สำหรับ admin ครับ

ต่อมาก็เป็นในส่วนของ LAN ซึ่งจะมี 2 หัวข้อย่อยข้างใน คือ LAN Setup และ Static DHCP ครับ

ในส่วนของ LAN Setup มีอยู่ 3 หัวข้อคือ DHCP, TCP/IP และ Any IP Setup

เริ่มแรกเราจะมาดูในส่วนของ DHCP กันก่อนนะครับ สำหรับใน Case ทั่วไปที่เราต้องการให้ 660HW ทำหน้าที่เป็น DHCP Server ด้วยก็ให้เลือก Server ครับ ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้ DHCP Server ของ 660HW ก็ให้เลือก None ครับ แต่ถ้าเราเลือก Relay แล้ว 660HW ก็จะทำการ Relay DHCP Information ระหว่าง DHCP Server ตัวอื่นในวง LAN ผ่านเข้ามาเพืิ่อแจกให้เครื่องลูกข่ายที่เกาะอยู่กับ 660HW ครับ โดยเมื่อเลือก Relay แล้วก็จะมีช่องเพิ่มขึ้นมาให้ใส่ IP Address ของ DHCP Server ใน Network ครับ

สำหรับ Routing Protocol ซึ่งในที่นี่จะมีให้เลือกแค่ RIP v1 และ 2 นั้น (RIP ย่อมากจาก Router Information Protocol ซึ่งใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Router ที่อยู่ในระบบ Network) สำหรับ Network ขนาดเล็กที่มี Router แค่ตัวเดียวก็ให้เลือกเป็น None ไว้ครับ

ถ้าเลือก RIP Direction เป็น None ก็เลือก RIP Version เป็น N/A ก็ได้ครับ

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว Multicast เป็น None ไปเลยครับ

ต่อมาก็เป็นส่วนของ Wireless LAN ครับ ซึ่งมีอยู่ 6 หัวข้อดังรูปครับ

ในส่วนของ Wireless ก็จะมี Option หลักๆเหมือนๆกับ Wireless Access Point รุ่นอื่นๆครับ

ซ่อน SSID ได้

เลือก Channel ได้ 11 Channel

เข้ารหัสแบบ WEP ได้ถึง 256 bit

ต่อมาในส่วนของ MAC Address Filtering ก็มีให้ใส่ได้ถึง 32 MAC Address เลยทีเดียวครับ

ต่อมาก็เป็น 802.1x Authentication และ WPA

ซึ่งถ้ามีการเลือกใช้ 802.1x ก็จะมีหน้านี้ขึ้นมาให้เลือกว่าจะใช้ Authentication Server และ/หรือ Accounting Server หรือเปล่า ถ้าใช้ก็เลือก Active พร้อมกับใส่ IP Address ของ Server เหล่านั้นครับ

หัวข้อต่อไปจะเป็น WAN Setup และ WAN Backup ครับ

ในหน้า WAN Setup ก็จะเห็นว่าข้อมูลส่วนใหญ่ เราได้ใส่ไปแล้วเมื่อใช้ Setup Wizard ครับ

ในกรณีที่เรามี WAN Backup คือมี ADSL Router อีกตัวนึงซึ่งต่อกับ ISP โดยใช้สายโทรศัพท์คนละเส้นกัน เราก็สามารถที่ีจะโยกการใช้งาน Internet ผ่าน ISP ที่ 660HW ต่ออยู่ ไปผ่าน ADSL Router อีกตัวหนึ่งได้โดยอัตโนมัติ

ต่อไปก็จะเป็น NAT ซึ่งจะเห็นว่าตอนนี้อยู่ในโหมด SUA Only ซึ่งเราเลือกไว้ใน Setup Wizard ครับ สำหรับการเซ็ทค่าโดยละเอียดสามารถทำได้ในหน้านี้เลยครับ

Dynamic DNS หรือ DDNS ก็มีให้เซ็ทได้เช่นกันครับ

ส่วนของ Time and Date ก็มีให้เลือกว่าจะตั้งเวลาเอง หรือ ว่าจะให้ Sync กับ Time Server บน Internet ครับ

ในกรณีที่ต้องการให้ Sync กับ Time Server บน Internet นอกจาก IP Server ของ Time Server แล้ว อย่าลืมเลือก GMT+7:00 เหมือนในรูปนะครับ เดี๋ยวเวลาจะเพี้ยนครับ

ต่อมาก็มาดูในส่วนของ Firewall กันบ้าง

ในส่วนของ Default Policy ถ้ายังไม่มีเครื่องหมายถูกที่ Enable Firewall ก็ให้ติ๊กถูกไว้นะครับ ถ้าต้องการใช้ Firewall ครับ

หน้านี้เป็นในส่วนของ Rule Summary ครับ

สามารถเลือกสร้าง Rule ได้โดยใช้ Packet Direction เป็นตัวแบ่งกลุ่มครับ

หน้านี้เป็น Anti Probing ครับ

แนะนำให้เลือก LAN อย่างเดียวครับ เพื่อเอาไว้ใช้ในการแก้ปัญหา Network ภายในระบบของเราครับ

ต่อมาก็เป็นในหน้า Threshold ซึ่งเราสามารถที่จะแก้ไขค่าต่างๆได้ แต่ถ้าละทิ้งค่า Default ไว้เป็นอน่างในรูปก็ OK ครับ

ส่วนต่อมาคือ Content Filter ครับ

เราสามารถที่จะ Block คำต่างๆใน URL ได้โดยการ Add Keyword แล้วอย่าลืมติ๊ก Enable ที่ด้านบนนะครับ

เลือกวัน และ/หรือ เวลา ที่จะให้ Content Filtering ทำงานครับ

เลือก Trusted IP Range ได้ เช่นถ้า Network เราแจก IP Address ตั้งแต่ 192.168.1.1 – 192.168.1.100 แต่ถ้ามีอยู่ 10 เครื่องที่เราไม่ต้องการใช้ถูกจำกัดการใช้งานโดย Content Filtering เช่น 192.168.1.1 – 192.168.1.10 เราก็ใส่ส่งไปในหน้านี้ครับ

Remote Management Control คือการที่เราจะ Remote เข้ามาดูแล/แก้ไข 660HW จากทาง Internet ครับ โดยที่เราจะต้องทำการเซ็ท IP Address ของเครื่องทางโน้นเข้าไปในช่องข้างล่างครับ

เราสามารถที่จะเลือกการเข้าถึง (Access Status) ของแต่ละ Server Type ได้ครับ

ในส่วนของ UPnP (Universal Plug-and-Play) นั้น ก็ใช้ค่า Default ก็ได้ครับ

ต่อมาก็ลองมาดู Log กันบ้างนะครับ

ในหน้านี้ ถ้าลองดูจะเห็นว่ามีตัวเลือกให้ใช้อย่างละเอียดจริงๆเลยครับ

ถ้าเราเลือกที่จะให้ Router ทำการส่ง E-mail ไปให้เรา เราสามารถมาตั้งความถี่ในการส่งได้ในส่วนนี้ครับ

ในส่วนของ Media Bandwidth Management ครับ

การปิด/เปิดการใช้งาน Media Bandwidth Management สามารถเซ็ทค่าแยกแต่ละ Interface ได้เลยครับ

ต่อมาก็เป็นส่วน Maintenance ครับ

System Status ครับ

DHCP Table

Any IP Table

Wireless LAN – Association List ซึ่งจะแสดงรายชื่อเครื่องทุกเครื่องที่กำลังใช้งานผ่าน Wireless Network อยู่ในขณะนั้น

ต่อมาเป็น Diagnostic Menu สำหรับใช้ช่วยแก้ปัญหา

ในหน้า General จะมีคำสั่ง ping ไว้ให้ใช้ทดสอบการเชื่อมต่อ

หน้านี้ไว้ตรวจสอบสถานะของสาย ADSL

ท้ายที่สุดก็คือ Firmware Upgrade และก็ปุ่ม Reset เพื่อล้างค่าทุกอย่างให้เหมือนกับตอนที่ออกมาจากโรงงานใหม่ๆครับ

ขอขอบคุณ บริษัท MV Communications จำกัด ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์มาให้ทดสอบครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>