เทคโนโลยี่ 108 Mbps

ตลาดอุปกรณ์ Wireless LAN ในปัจจุบันนี้ นอกจากมาตรฐาน 802.11g ที่มีความเร็ว 54Mbps แล้ว ก็เริ่มที่จะมีอุปกรณ์บนมาตรฐาน 802.11g แต่ใช้เทคโนโลยีในการรับ/ส่งข้อมูลที่แตกต่างออกไป ทำให้สามารถทำความเร็วได้มากถึง 108Mbps เลยทีเดียว

แต่ด้วยเทคโนโลยีในการรับ/ส่งข้อมูลที่แตกต่างออกไปนี้ ทำให้เกิดความไม่เข้ากันของอุปกรณ์ 108Mbps แต่ละค่าย จึงมีกลุ่มใหญ่ๆ ขึ้นมา 3 กลุ่มตามเทคโนโลยีที่ผู้ผลิต Wireless Chipset ใช้ ผมหมายความว่าถ้าเอาอุปกรณ์ 108Mbps คนละยี่ห้อมาใช้ด้วยกัน ก็จะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 54Mbps เท่านั้นครับ

เทคโนโลยี 108Mbps จาก 3 บริษัทที่ผลิต Wireless Chipset ที่ว่านั้นคือ
1.เทคโนโลยี Nitro ของ Intersil (แล้วก็เป็น GlobespanVirata แต่ชื่อปัจจุบันคือ Conexant ครับ)
2.เทคโนโลยี Super-G ของ Atheros
3.เทคโนโลยี Xpress ของ Broadcom ซึ่งทำตลาดโดยใช้ชื่อว่า เทคโนโลยี 54g ครับ

ทั้ง 3 เทคโนโลยีทางด้านบนนั้นจะใช้วิธีหลักๆ ที่เรียกว่า Packet Bursting หรือ Frame Bursting Technology ซึ่งออกมาแก้ปัญหาในการส่งข้อมูลแบบเดิมที่ต้องมีการหยุดรอหลังจากส่งข้อมูลออกไป 1 ชิ้น (Packet) เพื่อดูว่ามีใครกำลังจะใช้ Wireless Network อยู่หรือเปล่า (คิดไปคิดมาก็เหมือนรถติดตามสี่แยกที่ไฟเสียครับ ใครมาถึงก่อนไปก่อน คนอื่นก็รอจนถึงคิวตัวเองค่อยไป มารยาทดีจริงๆ ครับ) ถ้าไม่มีจะได้ส่งอีกชิ้นนึง สำหรับ Packet Bursting ก็เหมือนที่ชื่อบอกแหล่ะครับ ก็คือส่งออกไปเป็นชุดๆ โดยไม่ต้องมานั่งรอให้เมื่อยตุ้ม ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าในเวลาที่เท่ากัน

สำหรับ Nitro และ Xpress นั้น ทั้งคู่ใช้เทคโนโลยี Packet Bursting และก็มุ่งเน้นในการเพิ่มความเร็วให้กับ Wireless Network แบบผสมกันระหว่าง 802.11b และ 802.11g ในขณะที่ Super-G นั้นก็ใช้เทคโนโลยี Packet Bursting พร้อมด้วยเทคโนโลยีหลักๆ อีกหลายตัว เช่น Fast Frame, on-the-fly Data Compression/Decompression และ Dual-Channel Bonding

Fast Frame คือ การหุ้มห่อข้อมูลใหม่อีกที (Re-Packaging) ก่อนที่จะทำการส่ง สมมติว่าไฟล์ๆ หนึ่งถูกแบ่งออกเป็น 1,000 ชิ้น แต่ละชิ้น (Data Packet) ก็จะมีขนาดเท่ากับกล่องพัสดุที่จะส่งออกไป แล้ว Packet แต่ละชิ้นก็จะถูกห่อด้วยโฟมกันกระแทก และก็บรรจุกล่อง ซึ่งบนกล่องแต่ละกล่องก็จะต้องมีการแปะที่อยู่ผู้รับ แสตมป์ ฯลฯ (Overhead Packet) เช่นเดียวกับการส่งของทางไปรษณีย์

ดังตัวอย่างข้างต้นนั้นเอง จะเห็นว่าในกล่องๆ นึงนั้นมี Data Packet อยู่แค่ชิ้นเล็กๆ ในกล่องเท่านั้น แต่ถ้ามีการใช้กล่องที่ใหญ่ขึ้นในการส่ง ก็ย่อมจะทำให้ในแต่ละกล่อง มีขนาด Data Packet ที่ใหญ่ขึ้น จำนวนกล่องก็ลดลง แทนที่จะเป็น 1,000 กล่อง อาจจะเหลือแค่ 500 กล่องก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ จำนวนหีบห่อที่เกิดขึ้น (Overhead Packet) ก็น้อยลง ทำให้สามารถส่งไฟล์ๆ นั้นไปยังจุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้นครับ

Dual-Channel Bonding ทำงานโดยการรวมสัญญาณวิทยุ 2 ช่อง (Channel) เข้าด้วยกันเสมือนกับเป็นสัญญาณความเร็วสูงเพียงเส้นเดียว ซึ่งมีแนวคิดคล้ายๆ เทคโนโลยี Multilink ที่ Internet Cafe สมัยก่อนนิยมใช้ 56kbps Modem สองตัวมาทำ Multilink กันเป็น 128Kbps ยังไงล่ะครับ ฟังแล้วดูดีใช่มั้ยครับ แต่นี่แหล่ะคือที่มาของปัญหา เพราะว่าการรวมสัญญาณวิทยุ 2 ช่อง (Channel) เข้าด้วยกันนี่แหล่ะครับ ทำให้เกิดการกวนของ Channel ต่างๆ ใน Wireless Network ข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยี Super-G นะสิครับ อ้อ…ผมลืมบอกไปว่า Super-G ใช้ Channel 6 ครับ

วิธีการแก้การกวนกันนะเหรอครับ เนื่องจาก Super-G เองก็มักจะมี 2 Mode ให้เลือกคือ Dynamic Turbo และ b&g ครับ โดยที่ Dynamic Turbo นั้นจะใช้คุณสมบัติต่างๆ ของ Super-G ได้อย่างครบถ้วนคือ Packet-Bursting, Fast Frame, on-the-fly Data Compression / Decompression รวมทั้ง Dual-Channel Bonding ด้วย ซึ่งเหมาะกับ Wireless Network ที่มีแต่อุปกรณ์ที่เป็น Super-G ล้วนๆ ครับ

ถ้าเคยอ่านบทความเก่าๆ ของผม จะทราบว่าการเซตค่า Wireless Access Point ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น ผมแนะนำให้ใช้ Channel 1, 6 และ 11 เพราะจะเกิดการกวนกันน้อยที่สุดครับ แต่ว่า Super-G ใน Dynamic Turbo Mode นี่เล่นแผ่รัศมีกวนไปทุก Channel ตั้งแต่ 1 ถึง 11 เลยครับ

ถ้าคุณมีอุปกรณ์ 802.11g แบบ 54Mbps มาผสมด้วยล่ะก็ ควรจะใช้ b&g Mode (802.11b & 802.11g) ครับ เพราะว่าจะไม่มีการกวนสัญญาณของ Wireless Network 802.11g 54Mbps ข้างเคียงที่ใช้ Channel 1 และ 11 เพราะว่าใน b&g Mode ไม่มีการใช้เทคโนโลยี Dual-Channel Bonding ครับ

สำหรับ Super-G 108Mbps (b&g Mode) ที่เลิศเลอ ถ้าวันดีคืนดีมีอุปกรณ์มาตรฐาน 802.11b (11Mbps) เข้ามาร่วมใช้งานด้วยล่ะก็ เหลือความเร็วแค่ 11Mbps เองครับ ส่วนเทคโนโลยี Nitro และ Xpress นั้น เนื่องจากได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบ Mixed Mode (802.11b & 802.11g) โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อมีอุปกรณ์มาตรฐาน 802.11b (11Mbps) เข้ามาร่วมใช้งานด้วย ก็เกือบไม่มีผลกระทบกับอุปกรณ์มาตรฐาน 802.11g ที่เป็น 108Mbps และ 54Mbps ครับ

Leave a Reply